2010 Film Of The Year

posted on 12 Jan 2011 22:53 by annann-chou-chou
ในที่สุดเราก็ได้จัดอันดับในปีนี้จนได้ และล้วนเป็นหนังที่ชื่นชอบพอสมควร
ปล.แต่ยังมีหนังที่ยังไม่ได้ดูอีกเพียบ ทำให้รู้สึกว่าเราพลาดอะไรดีๆหลายอย่างไปในปีนี้
 
 


10 หนังแห่งปี 2010

 

10 – เหมือนจะเป็นธรรมเนียมประจำไปแล้วที่อันดับนี้ จะต้องยกพื้นที่ทั้งหมดให้กับหนังสั้นประจำปีนี้ ซึ่งล้วนแต่เป็นหนังที่ต้องบอกได้ว่า PEAK สุดๆ ของปีนี้เลยก็ว่าได้

-ตัวเหี้ย ฝันร้าย และเด็กชายหยอย / ธีรัชต์ หวังวิสาร / Approx 16 min. /ฉายในเทศกาลหนังสั้นครั้งที่ 14

                เป็นหนังที่บอกได้เลยว่าเล่าเรื่องได้สนุกเหลือล้น บวกกับลีลาการแตกประเด็นการศึกษาไทยได้อย่างออกรส และที่น่าตกใจซะยิ่งกว่าเพราะผู้กำกับเองนั้นเพิ่งจะอายุได้แค่ 17 ปี แต่สามารถเล่าเรื่องโดยแยกย่อยเป็นส่วนๆ แล้วขมวดทุกอย่างเข้าด้วยกันอย่างลงตัวและน่าคิด หนังเล่าเรื่องของเด็กชายคนหนึ่งที่ถูกครอบครัวกดดันต่างๆ นาๆ ซึ่งใครจะไปคิดว่าผู้กำกับเด็กคนนี้ จะกัดจิกสถาบันครอบครัวและการศึกษาไทยได้อย่างน่าคิด

ปล.หนังยังได้รับรางวัลช้างเผือกพิเศษของเทศกาลหนังสั้น 14 อีกด้วย (รางวัลที่มอบให้คนทำหนังระดับต่ำกว่าอุดมศึกษา)

  
-มั่นใจว่าคนไทยเกิน 1 ล้านคนเกลียดเมธาวี / นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ / Approx 30 min. / ฉายทางโทรทัศน์รายการบันทึกกรรม

ผมเป็นแฟนหนังของผู้กำกับรายนี้อยู่แล้วจึงไม่น่าแปลกใจที่หนังของเขาจะติดอันดับของผม (ความจริงมีหนังอีกเรื่องที่ฉายในเทศกาลหนังสั้นเรื่อง “เชอรี่เป็นลูกครึ่งเกาหลี” ซึ่งได้รางวัลรัตน์ เปสตันยี รางวัลใหญ่ของงานไป) ซึ่งถึงแม้จะออกฉายทางโทรทัศน์ แต่เนื้อหาของหนังนั้นก็ยังคงเป็นตัวของผู้กำกับเอง ซึ่งใครที่เคยติดตามงานเก่าๆของผู้กำกับคนนี้ จะรู้ว่างานต่างๆที่ผ่านมานั้น ต่างสะท้อนสังคม จิกกัด เสียดสีแสบคันจนทำให้ขำลึกๆได้ ซึ่งหนังสั้นเรื่องนี้ก็เป็นเช่นนั้น

 

9. น้ำตาลแดง 1 และ  2 / กิตติยาภรณ์ กลางสุรินทร์ , อนุรักษ์ จรรโลงศิลป์ , ศาสตร์ ตันเจริญ , ปรัชญา ลำพองชาติ , สุรวัฒน์ ชูผล , ภานุมาศ ดีสัตถา

                ต้องบอกก่อนเลยว่าไม่เคยคาดหวังกับหนังทั้งสองภาคนี้ โดยเริ่มแรกก่อนจะดูหนังทั้งสองเรื่องนี้ก็ช่างใจพอสมควรจนการฉายภาคแรกหมดลงไปก็ยังไม่คิดจะดูสักที จนในที่สุดหนังภาค 2 เข้าโรงฉายผมจึงตัดสินใจไปดูและพบว่า “หนังมันดีกว่าที่เราคิด” เลยต้องไปหาดีวีดีภาคแรกมาดู และพอดูหนังจบผมก็รู้แล้วว่า “เราไม่ควรตีค่าหนังจากหน้าหนังอีกต่อไป”

                หนังทั้งสองภาคแบ่งเป็นภาคละสามตอน โดยผมขอเลือกตอนที่ผมชอบที่สุดของทั้งสองภาคมาเรื่องละตอน

                -ตอน ปรารถนา ในน้ำตาลแดงภาคแรก เป็นตอนที่ลงตัวที่สุดที่จะบอกได้ถึงความอีโรติก โดยหนังทั้งตอนแทบไม่มีฉากอย่างว่าให้เห็นกันเลยแม้แต่น้อย แต่หนังกลับทำให้อารมณ์คนดูกระเจิดกระเจิงอย่างบอกไม่ถูก

                -ตอน คู่รักบนดาวโลก เป็นตอนสุดท้ายในน้ำตาลแดง 2 และกลายเป็นตอนที่หลายคนต่างก็พูดถึงเพราะเป็นตอนที่ดูดีที่สุด ทั้งในด้านวิชวลและเนื้อหาที่ใครที่ดูแล้วต่างก็ต้องจุกกับประเด็นที่หนังได้บอกออกไป

 

8. Where The Wild Things Are / Spike Jonze

                ถึงแม้จะเป็นหนังเมื่อปลายปีที่แล้ว และไม่ได้เข้าฉายในไทย (แต่ก็ออกแผ่นในไทยเมื่อต้นปี) ผมจึงอยากจะนำหนังเรื่องนี้มาติดอันดับของผมด้วย เพราะเป็นหนังที่ขอบอกได้ว่า “ได้ใจผมไปเต็มๆ” ด้วยเนื้อหาและสไตล์การกำกับบวกกับการแสดงของแม็ค เร็คซ์คอร์ต ด้วยแล้ว ทำให้หนังเรื่องนี้พาผมย้อนกลับไปสู่วัยเด็กอีกครั้งเลยทีเดียว

 

7. Inception / Christopher Nolan

                “ถ้าจะหาคำบรรยายกับหนังสุดล้ำเรื่องนี้ คงต้องขอย้อนกลับไปสู่ชั้น Limbo กันสักหน่อย เพื่อย้อนกลับไปเอาจิตใต้สำนึกของตัวเองหลังจากดูหนังเรื่องนี้จบกลับมา”

                ซึ่งเป็นอีกครั้งที่โนแลนกลับมาท็อปฟอร์มอีกครั้งหลังจากจบแบทแมนมาหมาดๆ เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา แต่กลับมาคราวนี้โนแลนไม่มามือเปล่า แต่เค้าได้นำเอาเรื่องราวสุดล้ำ ชวนฉงน จนงุนงง ให้ใครหลายคนได้ลิ้มรส รสชาติของความฝันที่แม้มนุษย์เจ้าของความฝันอย่างเราๆ คาดไม่ถึง ซึ่งโนแลนก็ไม่ทำให้ผิดหวังเช่นเคยกับเรื่องราวแสนซับซ้อนในความฝันที่ทำให้เราต้องอึ้งกันเลยทีเดียว

 

6. Toy Story 3 / Lee Unkrich 

                “ผมอาจเคยผิดหวังกับแอนิเมชั่นค่ายนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่เคยผิดหวังกับหนังชุด Toy Story เลยแม้แต่น้อย”

                หลังจากดูภาคแรกจบเราก็รอคอยนานอยู่พอสมควรจนได้ดูภาคสอง แล้วเราก็ต้องรอคอยนาน(กว่าเดิม)อีกครั้งจนในที่สุดภาคล่าสุดของ Toy Story ก็ได้เวลาแบ่งปันความสุขอีกครั้ง แล้วการกลับมาคราวนี้ ไม่ได้ทำให้คนดูผิดหวังเลย ดูได้จากคำวิจารณ์ในแง่บวกอย่างท่วมท้นของนักวิจารณ์ทั่วโลก ถึงขนาด Rotten Tomatoes ให้คะแนน Toy Story 3 ถึง 99% และคงไม่พลาดรางวัลในปลายปีเช่นเคย (ซึ่งก็บ่อยอยู่แล้วกับแอนิเมชั่นพิกซาร์)

 

5. Shutter Island / Martin Scorsese

                เป็นหนังอีกเรื่องของสกอรเซซีที่อาจจะไม่ค่อยท็อปฟอร์เท่า Goodfellas แถมสเกลของหนังเรื่องนี้อาจจะเล็กกว่าด้วยซ้ำ แต่เขาก็ไม่ได้ทำให้คนดูผิดหวังเลย หนังเล่าเรื่องตำรวจคู่หูที่ไปสืบคดีคนหายในโรงพยาบาลบนเกาะตามชื่อเรื่อง จนพวกเขาพบเงื่อนงำบางอย่างจนต้องตลึง ผมมีข้อสังเกตอย่างหนึ่งว่า ถ้าใน Inception เล่าเรื่องของชายคนหนึ่งที่ต้องการกลับบ้าน ใน Shutter Island ก็เล่าถึงตำรวจคนหนึ่งที่ต้องการกลับบ้านเช่นกัน ไม่ใช่แค่ Subject ที่คล้ายกัน แต่รวมถึงนักแสดงนำด้วยนั้นคือ ลีโอนาร์โด ดิคาร์ปิโอ ซึ่งผมว่าการแสดงของเขาทั้ง 2 เรื่อง ต่างก็มีมิติด้วยกันทั้งคู่ และที่เหมือนกันอีกอย่าง เขาอาจได้เขาชิงออสการ์จากทั้ง 2 เรื่อง หรือ ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง และผมก็หวังว่า ปีนี้เขาคงจะไม่ผิดหวังเหมือนเมื่อครั้งปี 2006  

 

4. Kick Ass / Matthew Vaugh

                นี่เป็นหนังที่ชื่อไทยเก๋อีกเรื่องหนึ่งกับชื่อที่ว่า “เกรียนโคตร มหาประลัย” (เรื่องล่าสุดต้องนี่เลย “อีนี่...แร๊งส์”) ที่นอกจากจะชื่อเก๋แล้ว ตัวหนังเองก็ออกแนวกิ๊บเก๋ไปในตัว หนังเล่าเรื่องของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ดันอุตริแต่งตัวเป็นซุป’ฮีโร่ ออกไปปราบเหล่าร้ายข้างนอกแล้วดันมีคนถ่ายคลิปจนดังระเบิดในยูทูป ด้วยพล็อตกวนๆ เช่นนี้ ใครๆก็คิดว่าหนังมันต้องเปรี้ยงปร้างแน่นอน แต่ผิดคาด แต่ถึงแม้จะผิดพลาดประการใด หนังเรื่องนี้ก็ได้ใจคนทั่วโลกไปหมดแล้ว เรียกได้ว่าหนังมีครบรสทั้งความฮา ดราม่า รวมถึงปรัชญา ที่หลายคนอาจคิดว่ามันปรัชญาตรงไหน! แต่ต้องบอกก่อนเลย เพราะหนังเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ถ้ากล้าจะแหวก ก็มักจะมีคนคอยชื่นชมเสมอ”

 

3. The Ghost Writer / Roman Polanski

                เป็นอีกครั้งที่อาจทำให้โปลันสกี้ได้เข้าชิงออสการ์อีกรอบถัดจากปี 2003 ที่เขาได้ผู้กำกับไป (แต่ไม่รู้ว่าจะเข้าประเทศได้รึเปล่า) หนังเล่าเรื่องของนักเขียนเงารายหนึ่งที่ไปรับงานเขียนชีวประวัติของอดีตนายกฯอังกฤษ อดัม แลง เขารู้อยู่แล้วว่าการรับงานนี้เป็นการรับงานต่อจากนักเขียนคนก่อนซึ่งสนิทกับแลงมาก แต่เขาได้ตายไปโดยทิ้งไว้แค่ต้นฉบับที่ยังเขียนไม่เสร็จ หนังเต็มไปด้วยบรรยากาศทางการเมืองที่อาจจะมีไม่ได้มากเท่าไหร่ แต่มีผลกับหนังทั้งเรื่องพอสมควร และหนังเรื่องนี้ทำให้เกิดบรรลุธรรมจากตัวละครในหนังซึ่งทำให้เราครุ่นคิดอยู่พอสมควร และยิ่งบทสรุปของหนังแล้ว ตอบคำถามได้ดีทีเดียวกับคำว่า “The Ghost Writer”

 

2.The Social Network / David Fincher

                คงไม่ต้องบอกถึงคุณภาพของหนังเรื่องนี้ให้มากมาย แต่ยังไงก็คงต้องพูดถึงความ Grand ของหนังเรื่องนี้อยู่แล้ว ผมตั้งความหวังไว้มากกับหนังเรื่องนี้ และแล้วผมก็ไม่ผิดหวังกับหนังที่ว่าด้วยเรื่องราวที่บอกเล่าถึงจุดกำเนิดของเว็บไซต์ที่ซึ่งต่อมาก็โด่งดังไปทั่วโลกและส่งให้เจ้าของเว็บกลายเป็นมหาเศรษฐีอายุน้อยที่สุดในโลก (ดังที่หนังกล่าวไว้ในตอนท้าย) โดยตัวหนังนั้นสร้างมาจากหนังสือที่ชื่อว่า “The Accidental Billionaires” (ต้องบอกว่าเนื้อหาในหนังมีไม่เยอะเท่าหนังสือ) ซึ่งต้องขอบอกว่าหนังมีจุดดีในหลายๆส่วน ซึ่งถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งความเยี่ยมยอดของฟินเชอร์ที่ทำให้ลืมความเอื่อยเชื่อยของเบนจามินฯไปเลย

 

1.Uncle Boonmee Who Can Recall His Past Live (ลุงบุญมีระลึกชาติ) / อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล

                ไม่ได้คิดจะอวยหนังเรื่องนี้(เพราะไปได้รางวัลที่คานส์มา)แต่อย่างใด แต่ด้วยความเป็นคนที่ชอบหนังนิ่งๆ แบบนี้ หรือที่เรียกกันอีกอย่างว่า “หนังสไตล์เจ้ย” (ซึ่งหนังสไตล์นี้มักมีให้เห็นบ่อยๆ ในหนังสิงค์โปร,มาเลเซียและฟิลิปปินส์) โดยความเป็นหนังสไตล์เจ้ยนี้แหละที่โดนใจคนทั่วโลก (ไม่รวมพวกคนบางคนในประเทศๆ นึง) ซึ่งหนังของเขามักมีบทสนทนาที่กระท่อนกระแท่นแต่จริงใจ มุมกล้องที่เรียบนิ่งแต่ให้อารมณ์หมกหมุ่นงมงาย และอีกอย่างที่มักเห็นในหนังของอภิชาติพงศ์คือความเป็นมนุษย์ หนังเรื่องนี้ก็คือหนึ่งในนั้น และปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่เข้าไปชมหนังเรื่องนี้ก็หวังที่จะได้เห็นภาพเหล่านั้น และถึงแม้บางคนที่ดูจบออกมานั้นอาจจะต้องใช้เวลาตกตะกอนสักหน่อย แต่ก็บอกได้เลยว่า “หนังสไตล์เจ้ย” มีอิทธิพลกับนักดูหนังชาวไทยอย่างมหาศาลแล้ว 

 

นักแสดงชายแห่งปี

-เจสซี่ ไอเซนเบิร์ก – The Social Network

-แอนดรูว์ การ์ฟิลด์ – The Social Network

นักแสดงหญิงแห่งปี

-โคลอี้ เกรซ มอเรตซ์ – Kick Ass

ฉากแห่งปี

-Orgasm in the water – Uncle boonmee who can recall his past lives

-Mark waiting for accept friend in facebook – The Social Network

-Eun Yi Suicide on the end scene – The Housemaid

****************************************************************************

Comment

Comment:

Tweet

ยังไม่ได้ดู The Ghost Writer กับ Shutter Island กำลังตามล่าแผ่นอยู่

#4 By นกไซเบอร์ on 2011-02-16 17:15

ถ้าผมจัดอันดับหนังสั้นแห่งปี ก็คงต้องมีสองเรื่องในข้อ 10 เหมือนกันครับ ส่วนที่เหลือนั้นหลายๆเรื่องตรงกันครับ

ฉากแห่งปี อืมม โดนทุกเรื่องจริงๆ big smile

#3 By Seam - C on 2011-01-26 12:13

โอ้ เป็นอีกรายที่ยกพื้นที่อันดับ 1 ให้ลุงบุญมี

ลองมองดูหนังในลิสต์ของคุณแล้ว เราชอบคล้าย ๆ กัน เพียงแต่มากน้อยต่างกันก็อีกเรื่อง big smile

ส่วนฉากแห่งปีที่เลือกมา เห็นด้วยหมดเลยครับ แต่คงเพิ่มอีกเรื่องหนึ่งสำหรับผม คือ ไอ้ฉากบอกลาวูดดี้ โอ ผมร้องไห้เลยครับ เป็นเหตุที่ toy story 3 แซงทุกเรื่องเข้ามาอยู่ในอันดับ 1 ของผมในปีนี้ big smile

#2 By keaaaa on 2011-01-25 13:48

อย่างนี้มันต้องดูครับ big smile Hot!

#1 By 40reborn on 2011-01-24 16:55